Press "Enter" to skip to content

มท.1 สั่งการทุก จ. เตรียมป้องกัน และแก้ไขปัญหา ภัยแล้ง ปี 2564

มท.1 สั่งการทุก จ. เตรียมป้องกัน และแก้ไขปัญหา ภัยแล้ง ปี 2564 ย้ำ แผนจัดหาน้ำให้เพียงพอ ต่อการอุปโภคบริโภค ของประชาชน วันนี้ วันศุกร์ ที่ 22 ม.ค. 2564 พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการ ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้เผยว่า กองบัญชาการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ติดตามสภาพอากาศ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าปี 2564 ประเทศไทย จะเข้าสู่ฤดูร้อน ตั้งแต่ประมาณ กลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น และตั้งแต่เดือน มีนาคม จะมีอากาศร้อนอบอ้าวและแห้ง ความชื้นในอากาศมีน้อย และมีอากาศร้อนจัดเป็นบางวัน โดยเฉพาะบริเวณประเทศไทยตอนบน

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวว่า เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2564 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง ปี 2563/64 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 จึงได้สั่งการให้กองอำนวยการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ 7 ด้าน คือ

1) ใช้กลไกระบบบัญชาการเหตุการณ์ ตามกฎหมาย และแผนว่าด้วยการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย มอบหมายภารกิจให้หน่วยงานรับผิดชอบ 3 กลุ่มภารกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มพยากรณ์ โดยตั้งคณะทำงาน ติดตามสถานการณ์ ทำหน้าที่ติดตาม สภาพอากาศ สภาพน้ำท่า และระดับน้ำในแหล่งเก็บน้ำขนาดต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์น้ำต้นทุน และความต้องการใช้น้ำในด้านต่าง ๆ กลุ่มบริหารจัดการน้ำ โดยดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการ/คณะทำงานของจังหวัด ทำหน้าที่วางแผนการใช้น้ำในลักษณะต่าง ๆ ทั้งการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศน์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ให้สอดคล้อง กับปริมาณน้ำต้นทุน รวมทั้งกำหนด แนวทางในการระบายน้ำ และกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ ให้เป็นไปอย่างครอบคลุม สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ กลุ่มปฏิบัติการแก้ไขปัญหา การขาดแคลนน้ำ โดยจัดเตรียมกำลังคน วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย โดยบูรณาการฝ่ายพลเรือน หน่วยทหาร ภาคเอกชน เข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหากรณีน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค ของประชาชน เป็นลำดับแรก พร้อมทั้งกำหนดแบ่งพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ และมอบหมายหน่วยงาน/ภารกิจ หน่วยสนับสนุน ให้ครอบคลุมแต่ละพื้นที่ และพร้อมเผชิญเหตุตลอด 24 ชั่วโมง

2) สำรวจ ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค ให้ถึงระดับหมู่บ้าน/ชุมชน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแผนรองรับ อาทิ แหล่งสำรองน้ำดิบ แผนการวางท่อน้ำประปา แผนรับน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำโดยตรง และแผนจัดสรรน้ำดิบ เพื่อให้การผลิตน้ำประปา เพียงพอต่อความต้องการ ของประชาชนในพื้นที่

3) ทบทวน และจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้ง ของจังหวัดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับการนำข้อมูล ผลการสำรวจพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ของจังหวัด บทเรียนจากการปฏิบัติงาน ปัญหาอุปสรรคจากปีที่ผ่านมา ประกอบการวางแผนบูรณาการและแก้ไขปัญหา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

4) ในส่วนของการจัดสรร น้ำเพื่อการเกษตร ให้ดำเนินการตามแผนป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตร ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 ของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ พร้อมกำหนดมาตรการรองรับในพื้นที่ โดยเฉพาะพืชสวน ไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษกิจ และให้พิจารณาดำเนินการ ปฏิบัติการเติมน้ำ โดยประสานกรมฝนหลวง และการบินเกษตร จัดทำฝนหลวง ในพื้นที่เกษตร และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เมื่อสภาวะอากาศเอื้ออำนวย

5) เฝ้าระวัง และควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ คู คลอง หรือแหล่งน้ำต่าง ๆ และส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรม จัดการน้ำเสียตามหลัก 3R (Reduce ลดการใช้ Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่) รวมทั้งมอบหมายหน่วยงานที่รับผิดชอบเส้นทางคมนาคม ที่มีแนวติดคลอง ลำน้ำ หรือแม่น้ำต่าง ๆ สำรวจและกำหนดมาตรการรองรับกรณีเกิดการพังทลายของตลิ่ง

6) ให้ฝ่ายปกครองร่วมกับฝ่ายทหารในพื้นที่ สอดส่อง ทำความเข้าใจ และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหา ความเดือดร้อน โดยเฉพาะกรณีการขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ระมัดระวังมิให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง จากกรณีการแย่งชิงน้ำ

7) สร้างการรับรู้ให้ประชาชน เข้าใจถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ตลอดจนมาตรการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วม ในการใช้น้ำอย่างประหยัด และเชิญชวนประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ ร่วมซ่อมสร้าง บำรุงรักษาแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็ก เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

สนับสนุนโดย ufabet

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *